กระดานสนทนา ← กลับ
ความว่างที่สร้างความสุข [No. 2114]
นักปราชญ์ชาวเอเชียวัยกลางคนหนึ่งเล่าว่า มีชายหนุ่มอยู่คนหนึ่ง แกเป็นคนอัตคัตความสุข
พยายามแสวงหาความสุขจากวิธีการต่างๆ แต่แล้วก็ยังรู้สึกว่า ไม่ใช่ความสุขแท้ที่ตัวเองต้องการ

อยู่มาวันหนึ่ง มีผู้แนะนำว่า ถ้าอยากมีความสุขก็ควรจะมีบ้านเป็นของตัวเอง เพราะในบ้านของเรานั้น เราสามารถเป็นเจ้าของทุกอย่างในบ้านโดยที่ไม่ต้องมีใครมาคอยกวนใจ
ซ้ำยังมีอิสระที่จะเสกสรรค์ปั้นแต่งหรือจัดบ้านให้เป็นไปตามความต้องการของตนเองอย่างไรก็ได้

เขาเชื่อตามที่มีผู้แนะนำ จึงตัดสินใจสร้างบ้านขึ้นมาหลังหนึ่ง เมื่อแรกสร้างบ้านนั้น
บ้านของเขาหลังใหญ่ทีเดียว พอมีบ้านแล้ว เขามีความสุขมาก เขาเริ่มจัดบ้านตามต้องการ
และเริ่มหาข้าวของต่างๆ มากมาย มากองไว้ในบ้านทีละอย่างสองอย่าง
จนกระทั่งวันหนึ่ง ห้องว่างๆ ในบ้านของเขาก็หายไป ทุกพื้นที่ในบ้านเต็มไปด้วยข้าวของระเกะระกะ
มองไปทางไหนก็รกหูรกตา

ทีนี้ชายหนุ่ม เริ่มรู้สึกว่าบ้านของตนเองช่างเป็นสถานที่ที่ไม่น่า อยู่ อากาศก็อุดอู้
เขาเริ่มบ่นกับตัวเองว่าคิดผิดถนัดที่สร้างบ้านขึ้นมา เพราะนึกว่าบ้านจะให้ความสุขได้นานๆ
บางวันเขาก็ครุ่นคำนึงว่า น่าจะสร้างบ้านให้หลังใหญ่กว่านี้ จะได้บรรจุอะไรต่อมิอะไรได้เยอะๆ
ตามต้องการ

ขณะที่เขาเริ่มไม่มีความสุขเพราะบ้านกลายเป็นโกดังเก็บของนั้นเอง
ก็มีนักปราชญ์คนหนึ่งผ่านมาแถวนั้น เขาบ่นดังๆ จนปราชญ์คนนั้นได้ยิน
นักปราชญ์หนุ่มจึงแนะนำว่า ถ้าเขาอยากให้บ้านเป็นสถานที่แห่งความสุข
ก็ไม่เห็นจะยากอะไร เพียงแต่ขนข้าวของทั้งหมดออกมาวางข้างนอกบ้านเสียก็หมดเรื่อง

ชายหนุ่มได้ยินเช่นนั้น รีบทำตามทันที เขาเริ่มขนข้าวของซึ่งโดยมากล้วนเป็นสิ่งซึ่งไม่จำเป็น
หากแต่เขาเก็บเอาไว้เพราะความละโมภมากกว่าออกมาทิ้งนอกบ้าน ขนอยู่สองวัน จนบ้านว่าง โล่ง
และดูกว้างขึ้นมาผิดหูผิดตา คราวนี้เขามีความสุขมาก รำพึงกับตัวเองว่า
แหม บ้านของฉันช่างกว้างขวาง และน่าอยู่เสียนี่กระไร นักปราชญ์ได้ยินแล้วก็ได้แต่อมยิ้ม
ก่อนจะเปรยขึ้นมาว่า บ้านของเจ้าน่ะ มันกว้างขวาง ว่าง โล่ง และน่าอยู่มาตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว
เจ้าของหากล่ะที่ทำให้มันไม่น่าอยู่ ด้วยการบรรจุอะไรๆ ที่เกินจำเป็นใส่เข้าไป
จนบ้านกลายสภาพเป็นกองขยะดีๆ นี่เอง

ใช่หรือไม่ว่า คนส่วนใหญ่ที่กำลังกวาดตามองหาความสุขและพยายามที่จะเติมสิ่งนั้นสิ่งนี้เข้าไปในชีวิต แต่แล้วก็ยังคงรู้สึก ? พร่อง ? หรือหมักหมมไปด้วยความทุกข์อยู่เหมือนเดิม
ไม่แตกต่างอะไรกับชายเจ้าของบ้านในนิทานปรัชญาเรื่องนี้

การจัดการชีวิตให้มีความสุขนั้น ทางที่ถูก อาจไม่ใช่การใส่อะไรลงไปในชีวิต แต่แท้ที่จริงแล้ว
คือการถ่ายเท ปล่อยวาง หรือระบายบางสิ่งบางอย่างออกจากชีวิตมากกว่า

ในพุทธศาสนานั้น เราถือกันว่า ความสุขอาจเกิดจากความมี (สามิสสุข) ก็ได้ แต่ที่เหนือกว่านั้น
ความสุขอาจเกิดจากความเป็นอิสระจากความมีก็ได้ด้วย (นิรามิสสุข)

บ้านแห่งชีวิตของเรา เมื่อแรกสร้างก็ดูโปร่ง โล่ง เป็นระเบียบเรียบร้อย สบายหูสบายตา
แต่เมื่ออยู่กันไป อะไรๆ ก็ชักจะเพิ่มขึ้น และบางทีเพิ่มมากมายจนกลายเป็นปัญหาอันบั่นทอนต่อความสุขในชีวิตคู่

จะดีกว่าไหม หากมีเวลาว่าง คนรักกัน น่าจะลองหาวิธีทำพื้นที่หัวใจให้ว่างด้วยการถอดถอนบางอย่าง
ทิ้งออกไป

ขอเพียงเรียนรู้ที่จะลดบางอย่างลงไป ความสุขในหัวใจก็คงจะเพิ่มขึ้น

ความสุข บางครั้งอาจไม่ได้ผูกพันอยู่กับความมี แต่บางที... อาจมาจากความว่าง


>From : สถาบันวิมุตตยาลัย
By: หามาฝาก • อ่าน 1383 • ตอบ 2 • 05 พ.ย. 52 17:52
ความคิดเห็นที่ 1
ชอบครับ
By: ไพศาล รัมณีย์ธร • 05 พ.ย. 52 22:27
ความคิดเห็นที่ 2
<p>
มีเพิ่มเติม
</p>
<div align="left">
<strong>สแกนอดีต..แก้กรรม..ทำ (ไม่) ได้ ?</strong>
</div>
<div align="left">
&nbsp;
</div>
<div align="left">
<strong>สมัยที่กรรมเอาไปทำอะไรก็ได้ ไม่ว่าจะสแกน แก้ หรือ
ตัดให้หายทิ้งไป เคยถามตัวเองหรือไม่ ว่าเราก็กำลังอยู่กับอะไร
เชื่อในสิ่งไหน ใช่หรือลวง</strong>
</div>
<div align="left">
&ldquo;ในชีวิตนี้คุณคิดว่าเรามีเวลาอยู่กันคนละกี่ปี ไม่ถึงร้อย
ครึ่งหนึ่งทะเลาะกับเพื่อนบ้าน ครึ่งหนึ่งติดละครน้ำเน่า
ครึ่งหนึ่งอิจฉาริษยา ครึ่งหนึ่งก็ไปเล่นการเมือง
และอีกครึ่งหนึ่งก็คุ้มดีคุ้มร้าย เล่นคุณไสยฯ แล้วคุณจะเหลือช่วงชีวิตดีๆ
สักกี่ปี คุณคิดตัวเองว่ามีเวลาบ้าได้นานขนาดนั้นเชียวหรือ&rdquo; <br />
<br />
มาทำอะไรที่เป็น <strong>&ldquo;ประโยชน์สูง และประหยัดสุด&rdquo;</strong> ให้คุ้มค่ากับการได้เกิดมาเป็นมนุษย์ในชาตินี้ดีกว่า<br />
<br />
<strong>&ldquo;อย่ามัวแต่ไปตีอก ชกตัว กอดรัด อยู่กับสิ่งที่มันจบไปแล้วเลย&rdquo;</strong><br />
<br />
เหล่านี้คือคำท้าทาย คำถาม และคำชี้ชวน จากท่าน <strong>พระมหาวุฒิชัย (ว.วชิรเมธี) </strong>ผู้ก่อตั้งสถาบันวิมุตยาลัย, <strong>พระอาจารย์คึกฤทธิ์ โสถฺถิผโล </strong>เจ้าอาวาสวัดนาป่าพง และ <strong>แม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต </strong>ผู้
ก่อตั้งสาวิกา สิกขาลัย จากวงสนทนาธรรมเรื่อง รู้เช่น เห็นชาติ
รู้แจ้งเห็นจริง ซึ่งจัดขึ้นที่เสถียรธรรมสถาน
เพื่อไขข้อข้องใจเรื่องเกี่ยวกับ กรรมเก่า กรรมใหม่
ให้ทุกคนรู้เรื่องกรรมให้ถูกต้องแล้วจะได้กลับมามีชีวิตในปัจจุบันที่เป็น
อิสระ ไม่ถูกพันธนาการจากความทุกข์ในอดีตอีกต่อไป<br />
<br />
<strong>๑. รู้เช่น เห็นชาติ</strong><br />
<br />
แม่
ชีศันสนีย์ อธิบายว่า &ldquo;รู้เช่น&rdquo; ก็คือรู้ ว่าทุกสิ่งมันเป็นเช่นนั้นเอง
ทุกอย่างไม่มีอะไรที่เที่ยงแท้ &quot;เห็นชาติ&quot;
ก็คือเห็นชาติของความทุกข์จากการยึดมั่นในอัตตาของเรา ส่วน &ldquo;รู้แจ้ง&rdquo;
หมายถึง การเข้าใจว่าทุกอย่างเป็นไปตามกฎของไตรลักษณ์ คือ เป็นอนิจจัง
ทุกขัง อนัตตา (เกิดขึ้น ตั้งอยู่และดับไป) และ &quot;เห็นจริง&quot; คือ
เห็นการเกิด-ดับ อารมณ์ต่างๆ อันเป็นเหตุแห่งทุกข์นั่นเอง<br />
<br />
พระ
อาจารย์คึกฤทธิ์ ผู้เชี่ยวชาญเรื่องคำสอนจากพระโอษฐ์ ของพระพุทธเจ้า
ตอบคำถามของ ช่อผกา วิริยานนท์ ผู้ดำเนินรายการ เป็นท่านแรกว่า
&quot;พระพุทธเจ้า ตรัสไว้ว่า เรื่องที่ควรรู้เกี่ยวกับกรรม คือต้องเข้าใจว่า
&ldquo;กรรม คือการกระทำของจิต&rdquo; และ &ldquo;เรากล่าวซึ่งเจตนาว่าเป็นกรรม&rdquo; <br />
<br />
<strong>และ
เพื่อให้เข้าใจมากขึ้น ช่อผกาได้ขอให้ ท่าน ว.วชิรเมธี
อธิบายเพิ่มเติมแบบที่ทำให้ดูมีสีสันน่าตื่นเต้นและร่วมสมัยมากขึ้นว่าเป็น
อย่างไร ท่านก็อธิบาย ว่ากรรมแบ่งเป็น ๒ ระดับ คือ</strong><br />
<br />
<strong>๑) ระดับศีลธรรม </strong>เป็น
การสอนเรื่องกรรม เพื่อให้เราหันมาทำความดีและหนีความชั่ว
&quot;ระดับนี้สนุกมากเหมือนหนังแฟนตาซี&quot; ท่านบอก
&quot;มันจะมีคนทำกรรมแล้วก็มีคนรับผลแห่งกรรมนั้น เช่น
มีคนหนึ่งทำอะไรไม่ดีไว้ ก็จะมีคนมาลุ้นว่าเดี๋ยวเถอะทำกรรมไม่ดีไว้...
เดี๋ยวจะโดน&quot;<br />
<br />
<strong>๒) ระดับปรมัตถ์ </strong>อันนี้เป็นความเข้าใจในระดับที่เป็นไปเพื่อความหลุดพ้น ท่านสอนให้เราถอดถอนอัตตาหรือความสำคัญว่าเป็นตัวเรา ตัวเขา ตัวฉัน ทิ้งไป<br />
<br />
ทั้ง
สองส่วนนี้ ถือเป็นเรื่องพื้นฐานที่ต้องเข้าใจก่อนว่า
จะพูดกันถึงเรื่องกรรมระดับไหน เพราะถ้าเอามาปนกัน จะทำให้คนสับสน และ
&ldquo;คนเราถ้าเข้าใจเรื่องกรรมผิดเพี้ยนไป
ก็อาจมีผลให้ชีวิตของเราเพี้ยนไปด้วย&rdquo;<br />
<br />
ท่านบอกว่า &quot;ที่เทศน์
สอนกันทั่วไปอยู่ในปัจจุบันนี้ก็เป็นกรรมระดับศีลธรรม&quot;
ว่าแล้วท่านก็อธิบายต่อไปว่า
อีกอย่างเราต้องรู้จักแยกแยะเป็นว่ากรรมแบบไหนเป็นแบบพุทธ
กรรมแบบไหนไม่ใช่พุทธเสียก่อนด้วย
</div>
<div align="left">
<strong>พระพุทธเจ้าตรัสเอาไว้ว่ามีอยู่ ๓ ลัทธิที่สวนทางกับพระพุทธศาสนาอย่างสิ้นเชิง คือ</strong><br />
<br />
<strong>๑) ลัทธิกรรมเก่า</strong>
ที่เชื่อว่า ความสุขก็ดี ความทุกข์ก็ดี
การเป็นไปในวิถีชีวิตคนเราแต่ละคนทั้งหลายนั้นเป็นผลพวงของกรรมเก่าที่เราทำ
เอาไว้ ผลก็คือทำให้เรายอมจำนนต่อปัญหาชีวิตโดยสิ้นเชิง<br />
<br />
<strong>๒) ลัทธิเทพเจ้าบันดาล</strong>
ลัทธินี้เชื่อว่า
ทุกอย่างจะดีขึ้นและผ่านพ้นไปเพราะอำนาจการดลบันดาลของเหล่าเทพเจ้าต่างๆ
กลุ่มนี้ก็จะงอมืองอเท้าและยอมจำนนต่อสถานการณ์ เหมือนแบบแรก
&ldquo;ประเทศไทยเข้าสู่กลียุคในทุกวันนี้ คำถามของอาตมาก็คือ
เทพมากมายแต่ทำไมไทยไม่เคยพ้นวิกฤติเห็นไหมตรรกง่าย ๆ แค่นี้&rdquo;
ประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นแหล่งที่ชุมนุมของเทพเจ้าต่างๆ
มากที่สุดในโลกก็มีแค่บางเมืองเท่านั้นที่เจริญ<br />
<br />
<strong>๓) ลัทธิว่าด้วยความบังเอิญ </strong>ลัทธิ
นี้จะเชื่อว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นในโลก เกิดขึ้นเพราะความบังเอิญ
ไม่มีเหตุไม่มีปัจจัย อย่างมีคนพูดว่า &ldquo;ประเทศไทยเข้าสู่วิกฤติ
มาดูแล้วดวงนายกฯ กับดวงกรุงเทพฯ มันทับกัน ลัคนาไม่ตรงกัน
อธิบายได้แบบมั่ว ๆ อันนี้ก็น่าตกใจแล้วนะ
แต่ที่น่าตกใจไปกว่านั้นก็คือมีคนเชื่อด้วย&rdquo;<br />
<br />
&ldquo;ทีนี้รู้ตัวหรือยัง
ว่าเราเชื่อแบบไหน&rdquo; ท่าน ว. วชิรเมธี
กล่าวเพื่อให้เราแยกเอาเรื่องที่ไม่เป็นพุทธออกมา
เพื่อจะได้เห็นทัศนะที่เป็นพุทธชัดเจนขึ้น <br />
<br />
<strong>๒. รู้แจ้ง ให้เห็นจริง</strong><br />
<br />
แม่
ชีศันสนีย์ อธิบายเพิ่มเติมว่า &ldquo;ความเชื่อเรื่องความบังเอิญ
นั้นไม่ใช่พระพุทธศาสนาเลย พระพุทธองค์ท่านสอนแต่ว่า
ทุกอย่างเกิดขึ้นเพราะเหตุมีเหตุปัจจัย
แต่ใครที่มีปัจจุบันขณะที่รู้ทันการกระทบอย่างไม่เผลอ ไม่เพลิน
ก็จะรู้ว่าอิสรภาพในกฎแห่งกรรมมีอยู่ แต่ท่านบอกว่าต้องระวังอีกอย่างคือ
&quot;ความดีกับของดีมันก็คนละเรื่องนะ รู้ว่าทำดีก็ดีแล้ว
ไม่ใช่ทำดีแล้วต้องได้ของดีด้วย ใครที่คิดอย่างนั้น...งมงายนะ&rdquo; ท่านแม่ชีฯ
บอก<br />
<br />
ท่าน ว.วชิรเมธี เพิ่มเติมว่า &quot;ถ้าเราจะสอน
ต้องสอนเพื่อกระตุ้นจริยธรรมในหัวใจคน ให้หันมาทำความดีหลีกหนีความชั่ว
แต่ทุกวันนี้ต้องบอกว่า &quot;เป็นกรรม&quot; ของกฎแห่งกรรม
เพราะมันถูกใช้เพื่อต่อยอดสู่กรรมพาณิชย์
ทำกำไรจากคนที่ถูกข่มขู่ว่ามีกรรมหนักทั้งหลาย<br />
<br />
&quot;พวกที่มีกรรมหนัก
ทั้งหลาย ชาติที่แล้วฆ่าเขามาชาตินี้ลำบากอายุไม่ถึง ๗๐ นะแก้กรรมซะ
ค่าแก้กรรมก็สัก ๓,๐๐๐ มีไหม&quot; ท่านเล่าให้ฟังแบบขำๆ
&quot;ทุกวันนี้ไม่ใช่กรรมของพระพุทธเจ้าแล้วมันเป็นกรรมพาณิชย์
เราจะต้องถอดถอนเรื่องนี้ออกไป&quot;<br />
<br />
ถึงกระนั้น &quot;คนกลัวกรรม&quot;
ทั้งหลายก็ยังอยากรู้อยู่ดีว่า แล้วเราจะมีวิธีดับกรรม ได้จริงๆ ไหม
ท่านคึกฤทธิ์ จึงบอกว่า เคยมีคนถามพระพุทธเจ้าเหมือนกัน ท่านก็ทรงตอบว่า
&ldquo;มี&rdquo; แต่ท่านบอกว่า ความดับของกรรม ต้องดับที่ผัสสะ คือ รู้ตัวว่าคิด
ก็ละความคิดนั้นก่อน มโนกรรม (ความคิด) นั้นก็ &ldquo;ดับ&rdquo; ไปก่อน
ไม่เป็นวจีกรรม (คำพูด) หรือ กายกรรม (การกระทำ) เป็นต้น<br />
<br />
ทั้งนี้
กรรมมี ๓ ระดับ คือ กรรมที่ให้ผลในปัจจุบันภพ (ในภพนี้)
กรรมที่ให้ผลในภพหน้า และ กรรมให้ผลในภพต่อๆ ไป แต่เวลาแค่ไหน ไม่รู้ว่า
๑๐ ปี ๒๐ ปี หรือชาติหน้าหรือนานเท่าไหร่ ก็แล้วแต่เหตุปัจจัย
ท่านคึกฤทธิ์ อธิบายต่อ
&quot;เรื่องนี้สอดคล้องกันกับมุมมองที่ว่าคนเราเกิดดับกันมาคนละไม่รู้กี่ครั้ง
กี่หนกันแล้ว<br />
<br />
&quot;เราไม่มีทางตามรู้ได้หมดหรอกว่า แต่ละภพแต่ละชาติ
หรือ หนึ่งการเกิดไปจนถึงตายในแต่ละครั้ง เราทำ(กรรม)อะไร กับใครไว้บ้าง
แล้วจะไปตามแก้กรรมทั้งหลายหมดได้อย่างไรกัน เพราะแก้อันนี้
อันโน้นก็โผล่มาใหม่ แก้อันนั้นก็จะต้องโผล่ออกมาอยู่ดี
แล้วเมื่อไรจะแก้กันได้หมดสิ้น&quot;
ดังนั้นจึงไม่ควรไปเสียเวลากับเรื่องเหล่านี้<br />
<br />
<strong>๓. ตัดกรรมได้ด้วยมรรคมีองค์ ๘</strong><br />
<br />
ขณะ
ที่ ท่าน ว.วชิรเมธี บอกว่า &ldquo;กรรม ตามแนวพุทธ
ไม่ใช่เฉพาะแค่กรรมเก่าและไม่ใช่กรรมใหม่ล้วนๆ
แต่ให้ความสำคัญทั้งกรรมเก่า กรรมปัจจุบัน และกรรมที่จะเกิดในอนาคต
และชีวิตของเรานั้นก็อยู่ในกาลทั้ง ๓ นี้ตลอดเวลานั่นแหละ&quot;<br />
<br />
แม่ชีศันสนีย์ ก็บอกอีกว่า &ldquo;อดีตเป็นสิ่งที่เราปฏิเสธไม่ได้ แต่เราตั้งรับอดีตได้ที่ปัจจุบัน&rdquo;<br />
<br />
ท่าน
หมายความว่า เราต้องกลับมาอยู่กับการกระทำในปัจจุบันของเราให้ดี
เพื่อเป็นผลให้อนาคตของเราดี
ส่วนอดีตเป็นเรื่องผ่านมาแล้วกลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้
แต่ให้ผลในปัจจุบันและอนาคตได้ ดังนั้นหากปัจจุบันเราไม่ดี
ก็ยากจะมีอนาคตที่ดี และตรงนี้ก็จะกลายเป็นอดีตที่ไม่ดี
ให้ผลที่ไม่ดีต่อเนื่องกันไป<br />
<br />
&quot;ทำปัจจุบันกรรมให้ดี
เพื่ออนาคตเราไม่ต้องแก้ตัวอีก ไม่ต้องโทษนั่น โทษนี่ ตรงนี้สำคัญ
ไม่ว่าอดีตคุณจะทำกรรมอะไรมา แต่กรรมปัจจุบันนี่แหละจะพาให้คุณรอด&quot;
ท่านบอก ซึ่งน่าจะหมายถึง รอดจากการตกนรก<br />
<br />
พระอาจารย์คึกฤทธิ์
บอกต่อไปว่า วิธีแก้กรรม ที่เด็ดขาด ถาวร แบบฉบับพระพุทธองค์
ก็คือให้เจริญ อริยมรรคมีองค์ ๘ ย่อลงก็เหลือ ศีล สมาธิ ปัญญา
และถ้าย่อลงไปอีกเหลือ ๒ พระองค์ก็ตรัสว่า สมถะ และวิปัสสนา ท่าน
ว.วชิรเมธี ย้ำว่า &ldquo;ปฏิบัติตามหนทางแห่งอริยมรรค ซึ่งมีองค์ ๘
แล้วไม่ต้องถามเลยแค่เรื่องลดกรรม มันตัดกรรมได้หมดแน่นอน
แม้แต่เจ้ากรรมนายเวรก็ไม่ต้องมาขอให้เหลือน้อยๆ ตัดไปได้หมดเลย&rdquo;<br />
<br />
แม่ชีศันสนีย์ เสริมว่า กฎแห่งกรรมก็คือกฎของความจริง ถ้าเราเข้าใจความจริง ก็จะเผชิญกับทุกสิ่งได้ด้วยปัญญา&quot;
</div>
<div align="left">
แล้วก็มาถึง อีกคำถามยอดฮิต <strong>&quot;ผีมีจริงไหม&quot;</strong><br />
<br />
ท่านคึก
ฤทธิ์ อธิบายว่า พระพุทธเจ้าท่านสอนว่าภพเรานั้นก็ไม่ได้อยู่อย่างเดี่ยวๆ
ยังมีอีกหลายภพภูมิ เหมือนโลกของเรายังมีหมู หมา กา ไก่ ที่ก็ไม่เหมือนเรา
แต่เราไม่เห็นกลัวเลย ไม่เห็นเอาธูปไปจุดหน้าไก่ สาธุ! อย่าหลอกลูกเลย...<br />
<br />
แล้ว
เราก็ไม่แปลกใจเวลาเจอคลื่นวิทยุ คลื่นโทรทัศน์ธรรมชาติ ซึ่งก็มองไม่เห็น
จับต้องไม่ได้ ส่วนผีจะว่าไปก็ตายเหมือนกัน ฉะนั้น &quot;มันก็ผี เราก็ผี
จะไปกลัวอะไร&quot; ท่านบอก...พร้อมกับเสียงถอนหายใจบ้าง
เสียงฮือฮาบ้างจากรอบศาลา <br />
<br />
นั่นหมายความว่า ถ้าเชื่อท่านต่อไปอีกกี่สิบผีก็ไม่ต้องกลัวแล้ว เพราะความกลัวเป็นแค่ความคิด ไม่คิดก็หายกลัวแล้ว<br />
<br />
&quot;ทีนี้ เรื่องเจ็บป่วยหาสาเหตุไม่ได้ เป็นเพราะกรรมเก่าหรือเปล่าคะ&quot; ผู้ดำเนินรายการ ยิงคำถามต่อ<br />
<br />
&quot;ถ้า
บอกว่าหาสาเหตุไม่ได้มันก็เหลือทางเดียวคือต้องกรรม ฉะนั้นกรรมก็เป็นจำเลย
เรียกว่า โรคที่เกิดแต่กรรม จริงๆ แล้ว สาเหตุของโรคนั้น ถ้าจะหากันจริงๆ
ไม่พบวันนี้ อาจจะพบวันพรุ่ง หรือพบอีก ๑๐๐ ปีข้างหน้าก็ได้
เหมือนเขาหานิวตรอน นิวเคลียส หลายร้อยปีถึงจะค้นพบ<br />
<br />
แต่เป็นเพราะเรา
มีความเชื่ออยู่ชุดหนึ่งว่า โรคบางโรคเกิดแต่กรรมก็ได้
ฉะนั้นถ้าพูดอย่างเป็นธรรมนะ ถ้าหาแล้วเธอรอได้
เธออาจจะค้นพบคำอธิบายก็เป็นได้ แต่ถ้าเราขี้เกียจรอ
โรคเกิดแต่กรรมเป็นได้ไหม ถ้าตอบในระดับศีลธรรมก็เป็นไปได้เหมือนกัน&quot; ท่าน
ว.วชิรเมธี ให้คำตอบ<br />
<br />
<strong>๔. ใช้ลมหายใจเป็นเครื่องมือ</strong><br />
<br />
พระ
อาจารย์คึกฤทธิ์ กล่าวถึงวิธีการปฏิบัติตามมรรคมีองค์ ๘ ที่ย่อเหลือสอง
คือ สมถะกับวิปัสสนา เพื่อแก้กรรมว่า
ให้เริ่มจากการนั่งรู้ลมหายใจเข้า-ออก สบายๆ อยู่บ้าน ไม่ต้องไปเซ่นไหว้
ไม่ต้องไปหามีดหมอที่ไหน ไม่ต้องไปเสียค่ายกครู ไม่ต้องไปทำอะไรใดๆ
ทั้งสิ้น<br />
<br />
&quot;แค่กลับมาอยู่กับปัจจุบันขณะ ตระหนักรู้ ทุกครั้งที่คิด
ทุกกิจที่ทำ ทุกคำที่พูด และทุกครั้งที่เคลื่อนไหว
ทำแค่นี้เราก็จะเป็นคนใหม่อยู่ทุกขณะจิต แก้กรรมได้แล้ว
เรียกว่าประโยชน์สูง ประหยัดสุด&quot; ท่านสรุปสั้นๆ
ซึ่งก็เหมาะกับยุคสมัยที่เศรษฐกิจฝืดเคือง<br />
<br />
นอกจากนี้ ท่าน
ว.วชิรเมธี ย้ำว่า ให้หมั่นฝึกทำอานาปานัสสติให้ดี
ฝึกให้รู้ลมหายใจเข้า-ลมหายใจออกให้บ่อยที่สุดเท่าที่จะทำได้
หลุดไปก็กลับมารู้ใหม่ เผลอไปก็กลับมารู้ใหม่<br />
<br />
&quot;ฝึกตามดูรู้เท่าทันกาย คือลมหายใจ เวทนาคือความรู้สึก จิตคือความคิด และธรรมก็คือสภาวธรรมที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป... <br />
<br />
ใคร
มาฝึกแล้วรู้ของพวกนี้ อาตมากล้าการันตีได้ว่า ไม่เกิน ๗
วันคุณจะเปลี่ยนเป็นคนใหม่ การที่คุณเปลี่ยนเป็นคนใหม่
กลายเป็นคนที่มีสติมากขึ้น เป็นอันว่าคุณตัดกรรมได้แล้ว
ไม่ต้องใช้เงินใช้ทองอะไร ใช้ต้นทุนต่ำที่สุดเลย
ใช้กายกับใจของเราเท่านั้นเป็นเครื่องมือ&quot; ท่านประกาศอย่างมั่นใจ
ด้วยรอยยิ้มเมตตา<br />
<br />
<strong>มรรคมีองค์ ๘ ประกอบด้วย </strong><br />
๑. สัมมาทิฏฐิ คือ ความเข้าใจถูกต้อง<br />
๒. สัมมาสังกัปปะ คือ ความใฝ่ใจถูกต้อง<br />
๓. สัมมาวาจา คือ การพูดจาถูกต้อง<br />
๔. สัมมากัมมันตะ คือ การกระทำถูกต้อง<br />
๕. สัมมาอาชีวะ คือ การดำรงชีพถูกต้อง<br />
๖. สัมมาวายามะ คือ ความพากเพียรถูกต้อง<br />
๗. สัมมาสติ คือ การระลึกประจำใจถูกต้อง<br />
๘. สัมมาสมาธิ คือ การตั้งใจมั่นถูกต้อง<br />
<br />
<strong>การ
ปฏิบัติธรรมทุกขั้นตอน รวมลงในมรรคอันประกอบด้วยองค์แปดนี้
เมื่อรวมกันแล้วเหลือเพียง ๓ คือ ศีล-สมาธิ-ปัญญา และย่อเหลือ ๒ คือ
สมถะและวิปัสสนา สรุป คือ การปฏิบัติธรรมก็คือการเดินตามหนทางแห่งมรรค ๘</strong><br />
&nbsp;
</div>
<p>
&nbsp;
</p>
By: หามาฝาก • 07 พ.ย. 52 15:33
เข้าสู่ระบบ เพื่อเสนอความคิดเห็น